กิจกรรมครอบครัวดีดี…คอซอง ขาสั้น กันน๊อค

ถ้าใครยังพอจำได้ ปีก่อนเอมี่เขียนบล๊อกเกี่ยวกับโครงการรณรงค์การใช้หมวกกันน๊อคสำหรับเด็ก Helmet Hero  ที่ต่อยอด มาจากแคมเปญ The 7% Project ตั้งแต่ปี 2557 ในปีนี้วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเอมี่ได้ไปร่วมงานกับทางโครงการอีกครั้ง ไปร่วมรณรงค์ให้การใส่หมวกกันน๊อกเป็นเครื่องแบบประจำตัวนักเรียน ในคอนเซปต์ “คอซอง ขาสั้น กันน๊อค” Helmet Uniform โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของมูลนิธิป้องกันอุบัติเหตุแห่งเอเชีย กับองค์การช่วยเหลือเด็ก เครือข่ายนักบิด นักปั่นอย่าง Bangkok Bicycle Campaign กลุ่มคนสร้างสรรค์อย่าง Big Trees และศิลปินชั้นนำของประเทศไทย งานจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์เด็ก เรียกได้ว่ามาลงพื้นที่กันที่กลุ่มเป้าหมายกันเลย ถึงแม้ในวันงานอากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ใบหน้าทุกคนระบายไปด้วยรอยยิ้มโดยเฉพาะเด็กๆ เพราะกิจกรรมในงาน และ บริเวณรอบๆ งาน มีการจัดกิจกรรมเพื่อเด็กอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบายสี ละครเวที และ ซุ้มเกมส์

1464571561703.jpg

เราไปถึงงานกันตั้งแต่เช้าค่ะ ปันปันกับเอมิได้ทำกิจกรรมระบายสีบนผ้าใบกับลุงชลิตตั้งแต่เริ่ม เรียกว่าอยู่ตรงนั้นร่วม ชั่วโมงได้เหมือนกัน และต่อด้วยระบายสีเครยองบนกระดาษที่พิมพ์รูปชุดนักเรียนชาย หญิง และ หมวกกันน๊อค ที่ออกแบบลวดลายกันเองอย่างสนุกสนาน ซึ่งงานนี้ระบายกันทั้งบ้านค่ะ พอระบายเสร็จก็ไปตัด แล้วมาประกอบร่างเป็นชุดนักเรียนแบบนี้…แหม ถ้าชุดนักเรียนจะสีสันคัลเลอร์ฟูลขนาดนี้ ไปโรงเรียนกันทุกวันเลยดีมั้ย

นอกจากกิจกรรมระบายสี และ ยังมีบูท Vespa มาจัดให้เด็กๆ ได้เล่นเกมส์ชิงรางวัลกันด้วย ปันกับเอมินี่เล่นไปเป็นสิบๆ รอบ เพราะอยากได้รางวัลที่ตัวเองหมายตาเอาไว้ รางวัลไหนที่ไม่ชอบก็คืนพี่เค้าไปแล้วไปต่อแถวใหม่ จนได้รางวัลที่ต้องการในที่สุด อยากบอกว่า เจ้าหน้าที่น่ารักทุกคน ยิ้มแย้ม และเอาใจใส่เด็กๆทั่วถึง การจัดกิจกรรมเอาท์ดอร์แบบนี้ และต้องดูแลเด็กๆเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่มีใจรักนี่ทำไม่ไหวจริงๆ ยิ่งเจออากาศร้อนด้วย

ปันปันกับเอมิเล่นเกมส์ ระบายสีกันสักพัก ก็มาถึงช่วงเปิดงานค่ะ คุณรัตนวดี เหมนิธิ วินเธอร์ ประธานกรรมการ มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย กล่าวเปิดงาน และกล่าวถึงโครงการในปีที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยของเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้มากถึง 3 เท่า และในปีนี้จึงได้เตรียมขยายผลไปสู่ 300 โรงเรียน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการปฏิบัติการ คอซอง ขาสั้น กันน็อคโดยจะรณรงค์ให้ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการสวมหมวกนิรภัยให้เด็ก เสมือนเป็นหนึ่งในเครื่องแบบของชุดนักเรียนที่เด็กๆ จะต้องสวมใส่ในทุกๆ วัน 

ระหว่างนั้น ปันปันกับเอมิก็ไปช่วยลุงชลิตระบายสีกันอีกครั้ง จนกระทั่งพิธิการเสร็จ เด็กๆก็มานั่งดูละครเวทีสนุกๆ จากกลุ่มใบไม้ไหวกัน ซึ่งนอกจากความสนุก และสาระเกี่ยวกับการใส่หมวกกันน๊อคให้ถูกวิธีแล้ว ช่วงหลังนี้ก็จะมีการร่วมเล่นเกมส์เพื่อรับหมวกกันน๊อก Limited edition จากเวสป้ากันอีกด้วย อยากบอกว่า หมวกสวยมาก และ ไม่หนัก เหมาะกับเด็กสุดๆ ปันปัน และเอมิก็ไปเล่นเกมส์บนเวทีกับพี่ๆ เค้าด้วย กิจกรรมมีจัดวนเป็นช่วงๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกกันอย่างทั่วถึง

img_20160529_104828.jpg

ระบายสีกันสนุกไปเลย

fb_img_1464647564408.jpgfb_img_1464647559717.jpg

ร่วมเล่นละคร และ เล่นเกมส์กับพี่พี่กลุ่มใบไม้ไหว เด็กๆ สนุกกันทุกคนค่ะ

1464571523102.jpg

ก่อนจบงาน เราก็ถ่ายภาพรวมกลุ่มร่วมสนับสนุนสวมหมวกนิรภัยไปโรงเรียน โดยมีนักเรียนโรงเรียนนำร่องมาร่วมงาน และรับ คู่มือเด็กไทย ซ้อนท้าย ใส่หมวก  เป็นต้นแบบศึกษาขั้นตอนและวิธีในการสวมหมวกกันน็อคที่ถูกต้อง เพื่อตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กกว่า 2 พันคนในปี 2560 รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึกว่าการสวมหมวกนิรภัย คือหนึ่งในเครื่องแบบสำคัญที่จำเป็นต้องสวมไปโรงเรียน 

ในกิจกรรมนี้เอมี่เชื่อว่าเด็กๆหลายคนที่เข้าร่วม เข้าใจถึงความสำคัญของหมวกกันน๊อคกันแน่นอน ก็เหลือแต่ผู้ใหญ่แล้วหละค่ะ ที่จะช่วยกันผลักดันกันต่อแค่ไหน เริ่มง่ายๆที่บ้าน เมื่อไหร่ที่ต้องใช้มอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าระยะทางใกล้ หรือ ไกล พกหมวกกันน๊อคไว้ทุกครั้งนะคะ

เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้แค่พริบตา…และไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ป้องกันไว้จะได้ไม่เสียใจทีหลัง

 

 

NZ trip ; North island explorer

“แม่ แม่ เช้าแล้วค่า”
เสียงแจ๋วๆ ปลุกแต่เช้า ว่าแต่เมื่อคืนเอมิไปนอนข้างบนกับพี่ปันนี่นา ทำไมตื่นเข้ามา ถึงมาอยู่บนแขนแม่หละเนี่ย…
ว่าแต่ต้องรีบโทรไปที่ Onroad assistant แต่เช้าเพื่อนัดแนะกันเรื่องเช็ครถนี่นาว่าทำไมไฟไม่เข้า สมองฝั่งภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่เลย เคาะสมองเท่าอายุ(ลูก) แล้วก็รีบโทรไปนัดช่าง เห็นว่าจะขับรถมาหาเราหนิ หลังจากคุยกัน เราก็บอกว่าเรามีแพลนวันนี้จะไปแถว Rotorua และเข้าพักที่ Waikite Valley ทางศูนย์เลยให้เบอร์ช่างไว้แล้ว พอเราถึงให้โทรหาช่างอีกครั้ง เราเลยขับยาวเข้าที่พักเลย เพราะกะว่าเดี๋ยวค่อยออกมาเที่ยวต่ออีกที วันนี้คือทำใจแล้วว่าคงเก็บไม่หมด

nz

แผนการเที่ยววันนี้ของเรา ที่ตั้งใจไว้

ว่าแล้วเราก็เลยเก็บของ เก็บรถแล้วขับไปที่ Waikite valley เลยเพราะกะว่าจะได้ให้เค้าเช็คกับที่ที่มี Powersite ไปเลยว่าไฟเข้าไม่เข้า เราขับรถไปถึงที่ Campsite ประมาณเกือบเที่ยง เอมี่ก็โทรหาช่าง แต่ดั้นปรากฏว่า ตรงที่พักไม่มีสัญญาณ Spark เอมี่เลยเดินไปขอที่พักโทรศัพท์ พอหลังจากโทรคุยเสร็จสรุปว่าเราต้องขับไปที่อู่เข้าที่อยู่ในเมือง เพราะที่พักเราห่างจากที่อู่ประมาณ 1 ชั่วโมง เอากับเค้าสิ…ว่าแล้วเราก็ขับออกมาซ่อมจากที่อยู่ที่เค้าให้มา เรียกว่า พิมพ์ที่อยู่ไปใน GPS หลังจากนั้นเราก็ไปปรากฎตัวหน้าอู่ได้แบบง่ายได้ค่ะ ไม่มีหลง หรือต้องแวะถามเลย พอไปถึงที่อู่ ลุงเจ้าของก็เช็คสาย เช็คขั้ว และเช็คประตูข้างที่อยู่ดีดีก็เปิดไม่ได้ให้

“ไฟเข้ามั้ย ดูที่ไมโครเวฟ มีไฟขึ้นรึยัง” เสียงช่างตะโกนขึ้นมา และแล้วเราก็เห็นว่ามีนาฬิกาที่ไมโครเวฟขึ้นเรียบร้อย และประตูข้างก็เปิดไปแบบง่ายดายประหนึ่งต้องมนต์ เราขอบคุณช่างกันใหญ่ ช่างบอก ไม่ได้ทำอะไรเลย รถไม่ได้เป็นอะไร ที่ไฟไม่เข้า เพราะเราดันขั้วไปไม่สุด เพราะเค้าพึ่งเปลี่ยนขั้วที่ติดรถใหม่ มันเลยแน่นดันไม่เข้า!! อิอิ มาเที่ยวนี่เนอะ ต้องมีประสบการณ์กลับไปบ้างสิ ว่าแล้วเราก็เลยไปเที่ยวที่ Rainbow Spring กันต่อ โชคดีที่ไม่ไกลกันเท่าไหร่กับที่เราไปเช็ครถ

20160408_143023.jpg

ที่นี่เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก เพราะจะว่าไปที่นิวซีแลนด์ก็ไม่ได้มีสัตวืใหญ่ หรือสัตว์ผู้ล่า ที่นี่จะมีนก และ สตัว์เลื้อยคลานซะส่วนใหญ่ ถ้าเด็กๆ ไม่ได้สนใจนก หรือ สัตว์เลื้อยคลานเป้นพิเศษนี่อนุญาตให้ข้ามไปได้นะคะ ค่าเข้าที่นี่ครอบครัวละ 99 NZ ประมาณ 2500 บาท สำหรับปันปันกับเอมินี่ชอบสวนสัตว์เป้นพิเศษ ปกติทุกทริปที่ไปต่างปะรเทศจะต้องแวะทุกครั้งเท่าที่เป้นไปได้ วันนี้เด็กๆ อยากมาดูนกกีวีตัวเป็นๆ กัน เราก็จัดให้ค่ะ

สวนสัตว์ที่นี่ไม่ใหญ่มากค่ะ เดินแป๊บเดียวก็วนรอบแล้ว นอกจากนกกีวีแล้ว ที่นี่ยังมี Gray parrot นกแก้วที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลกด้วยนะคะ เราไปคุยกับเค้ากันหลายรอบ พอเราเดินออกจากกรงเค้าก็จะเลียนเสียงเรา พอเราไปคุย เค้าก็เงียบฟัง น่ารักดีอ้ะ ส่วนน้ำที่เห็นเอมิอ้าปากดื่มนั่นเป็นน้ำแร่ค่ะ ใส สะอาดบริสุทธิ ดื่ม เติมกันได้ตามสบ๊ายยย เด็กชอบสิ ได้เล่นแบบนี้ เปียกกันไปทั้งหน้าเลย

page1

นอกจากสวนสัตว์แล้วเค้าจะมีเครื่องเล่น ฺBig Splash ไว้ให้เล่นฟรี กี่รอบก็ได้ คล้ายๆ ล่องแก่งบ้านเราค่ะ วันที่เราไปค่อนข้างเย็นแล้วไม่ค่อยมีเด็กเล่นเท่าไหร่ ก็เลยเล่นวนตามใจไม่ต้องออกจากตัวเครื่องเลย

page

พอเล่นเสร็จก็มาที่สนามเด็กเล่นค่ะ ที่นั่นสนามกว้าง มีของให้เด็กๆ เล่นกันเพลินเลย เราอยู่สักพักก็นึกขึ้นมาได้ว่า ที่พักที่เราจองไว้ มีที่ให้แช่ hot pool นี่นา รีบเลยค่ะ รีบกลับไปแช่ อากาศตอนนั้นหนาวประมาณ 15-17 องศาค่ะ กลางคืนก็จะเลขตัวเดียว เลยคิดว่าไปแช่น้ำพุร้อนก่อนนอนกันท่าจะดี ซาวน์เสียงเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันเลย เบาๆ ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงที่พักแล้ว

page2

แผนวันนี้เราเลยต้องยกเลิก Treewalk ไปเพราะเวลาไม่พอ เสียดายอยู่นะคะ เพราะจะได้พาเด็กๆ ไปดูต้นไม้ใหญ่ เดินไปบนสะพานเชือกด้วย แต่ดูจากแผนเราที่ขับรถไปมาวันนี้ ก็คิดว่าเก็บแรงไว้พรุ่งนี้ดีกว่า

page2.jpg

ที่พักที่เราพักค่ะ มีบ่อให้แช่เยอะมาก น้ำอุ่นประมาณ 35-40 องศา ในรูปนี่เอมี่ถ่ายตอนเช้าแล้ว มีทางเดินไปดู Te Mararoa Spring ด้วย

หลังจากแช่น้ำกันให้สบายตัว เราก็มาทานอาหารเย็นกัน วันนี้เชฟป่ะป๊าจัดมาม่าต้มยำกุ้งให้เด็กๆทานกันเลย จะได้อบอุ่นร่างกายกันก่อนนอน เรียกว่าอยู่ง่ายกินง่ายมากๆทริปนี้ ปรุงเองทานเองกันในรถนี่หละค่ะ แล้ววันนี้เราก็มีผลไม้มาแจมด้วย ซึ่งก็คือองุ่นเขียวไร้เมล็ด กับ ฟิโจว่า ซึ่งอยากบอกว่า มันดีงามมาก ใครไปอย่าลืมซื้อนะ อร่อยอ้ะ เหมือนฝรั่งผสมสัปปะรถ เด็กๆ ชอบมาก ตัดทานแบบกีวีได้เลยเลิศเลอค่ะ

ต่อกันเลย วันที่สี่ในเกาะเหนือ วันนี้ในแผนเราคือไป Wai-O-Tapu สถานที่ที่ถูกจัดเป็น “One of the 20 Most SURREAL Places in the World” ที่นี่เราจะไปดูน้ำพุร้อน ภูเขาไฟเก่า รวมไปถึงถ้ำที่มีแก๊สซัลเฟอร์พุ่งออกมาเป็นช่วงๆ เรียกว่า ธรรมชาติที่นี่น่าอัศจรรย์จริงๆ ต่อด้วยไปตกกุ้งที่ Huka Prawn Park ตามด้วยดูน้ำตกซู่ซ่าที่ Huka Falls แล้วไปนอนที่อุทยานทองการิโร เรียกว่าวันนี้ ขับกันที่ 160 โลเบาๆ

nz1

ตอนแรกที่มาเมืองนี้ Rotorua คิดว่าเด็กๆ คงต้องเหม็นกลิ่นซัลเฟอร์แน่ๆ ที่ไหนได้ เดินกันอึด และอดทนมากๆ โดยเฉพาะที่ Wai O Tapu เรียกว่า เรื่องเที่ยวดูธรรมชาติประหลาดๆ นี่ขอให้บอก เราให้เวลาที่นี่ตั้งแต่เช้าเลยค่ะ และเอมี่ก็ปล่อยไก่ตัวโตมากๆ อีกเช่นเคย วันนี้แผนเราคือจะไปดู  Lady Knox Geyser ตอน 10.15 น. เราไปถึง Wai-o-Tapu ตั้งแต่ 0945 น. กะว่าสบาย เดินยังไงก็ทัน ตอนซื้อตั๋วก็ไม่ฟังพนักงานที่บอกว่า ถ้าออกไป ให้มาปั๊มแขนตรงนี้ แล้วค่อยกลับมาดูต่อนะ ก็ยังคิดว่า จะออกไปไหนหละ ก็กะจะมาอยู่ที่นี่นี่หละทั้งวัน….

nz2

เราเดินชมธรรมชาติกันอย่างมีความสุขอ้ะ เดินไปเพลินๆ อ้าว ใกล้เวลาดู Lady Knox Geyser แต่ไม่เป็นไรคงไม่ไกลมากเนอะ ถ่ายรูปกันก่อนลูก ยิ้มมมมม เดินตามแผนที่ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่เอะใจนะ ว่าทำไมไม่มีคำว่า Lagy Knox ในแผนที่หละเนี่ย ก็ยังเดินหาคำว่า Geyser เดินเก็บจนครบทุก Geyse ก็ยังไม่เจอ

nz3

nz4

ระหว่างที่เดินวนหา Lady Knox Geyser อยู่นั้น เราก็ งง ว่าทำไมทุกคนวนไปออกทางออกกันน๊อ ยังไปสงสัยเค้าอีกนะว่าคงรีบมารีบกลับ พอเดินวนหาสักพัก เอ…แปลกๆนะ เปิด Google map หาซะเลย ว่า Lady Knox Geyser นี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่…

“เอ๊าาาาาา….พวกเรา Lady Knox Geyser ต้องขับรถไป วิ่งงงงงงง”
สิ้นเสียงประกาศใสๆจากแม่ ทั้งลูกและพ่อหันมามองหน้า แล้ว….ส่ายหัว เอาอีกแร้ววว แม่ตรู แต่ก็วิ่งนะ วิ่งปรู้ดเลย ป๊าน้องนี่ขับรถอย่างไว ไปถึงนี่ที่จอดรถแน่นแล้วอ่ะ แต่ป๊าก็สามารถพารถเมล์ เอ๊ย รถบ้านเข้าจอด แล้วก็รีบวิ่งกันต่อ (ช่วงนี้ไม่มีเวลาหันมาบ่นแม่กันแล้วเพราะเหนื่อยมาก 555 )

ไปถึงคนนั่งรอเพียบ แต่เค้ายังไม่เริ่ม โชคดีนะเนี่ย ถ้ารู้เร็ว มาเร็วนี่ต้องรอนานเหอะ…แม่นี่เยี่ยมจริงๆ ว่าแล้วทั้งปัน และป๊า และมิก็ไปนั่งกันข้างหน้า ปล่อยแม่นั่งหอบอยู่ด้านหลังเพียงลำพังท่ามกลางประชาชนนานาชาติ…

และแล้วก็ถึงการโชว์ เค้าแสดงให้เห้นว่าด้านใต้พื้นที่เหมือนจอมปลวกตรงนี้ยังมีพลังงานอยู่นะ พอเค้าใส่สารกระตุ้นเข้าไปมันจะทำปฏิกิริยาให้พุ่งเหมือนน้ำพุร้อน ให้เห้นว่าใต้พื้นโลกยังไม่ได้นิ่งสนิท ว่าแล้วสักพักน้ำก็พุ่งขึ้นมาสูงหลายเมตรเลย พร้อมมีฟองด้วยอ่ะ คนแถวหน้านี่ก็โดนละอองกันไปเต็มๆ ส่วนคนนั่งหลังอย่างเรา รอดสิค่ะ อิอิ

nz5

จบจากดู Lady Knox Geyser เราก็กลับไปเดินที่ Wai-O-Tapu ต่อค่ะ ยังมีอีกหลายด่านมากๆในวันนี้ที่ต้องเดินดู เด็กๆ ก็อึดก็ทนสุดๆ อยากบอกว่าที่นี่แนะนำเลยค่ะ เดินเที่ยวได้เพลิน และเด็กๆ ได้รู้เรื่องของธรณีวิทยาเพิ่มมาเยอะเลย รับรองว่าจำได้แต่ว่าซัลเฟอร์จะมีสีเหลือง 55555

เด๋วตอนหน้าเอมี่จะมาต่อ ทริปตกกุ้งที่ Huka prawn park กับ Huka falls ซึ่งจะเป็นช่วงบ่ายของวันนี้นะคะ วันนี้ขอตัวไปทำรูปต่อก่อน รูปเยอะมาก ดูแล้วอยากจะแวบร่างกลับไปนิวซีแลนด์เลยจริงๆค่ะ

 

Day2 NZ trip – Campervan begins

และแล้วก็ถึงวันที่เรารอคอยกัน…วันนี้เราจะรับรถกันแล้ว ตามที่เราจองไว้กับ Detournz เอเย่นต์ที่นี่ เค้าส่งลิ้งค์มาให้เรากรอกเอกสารก่อนไปรับล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนไป เพื่อลดเวลาในการรับรถ วันนี้เราเช็คเอ้าท์จาก Ibis กันแต่เช้า เพราะจะมี Shutter service ของ Britz มารับที่โรงแรมไปที่รับรถทุกๆ 30 นาที เด็กๆพร้อมมาก ผู้ใหญ่ยิ่งกว่าพร้อมค่ะ เพราะนี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของครอบครัว และ ของทุกคนในการรับรถบ้าน

20160407_084054.jpg

เตรียมออกเดินทางไปรับรถแล้วค่า หน้าตาสดใสทุกคน

รถมาแล้วขนกระเป๋าขึ้นบัสกันเรียบร้อย เราไปถึงเก้าโมงเกือบครึ่ง คนมารับรถยังไม่เยอะ พอแจ้งเจ้าหน้าที่ไป เค้าจะให้ Tablet มาพิมพ์ข็อมูลเพิ่ม และให้เซ็นต์ชื่อลงในนั้น ของเอมี่ที่จองไว้คือขับสองคน เค้าก็เติมชื่อคนขับเพิ่มให้ พิมพ์เอกสารเรียบร้อยก็ก๊อปปี้ให้เราชุดนึง พร้อมให้เอกสารรายละเอียดการขับรถในนิวซีแลนด์มาให้ ซึ่งมีภาษาไทยด้วยนะคะ อ่านสบ๊ายค่ะ

 

เอกสารที่ได้จากที่ Britz จะเป็นประมาณนี้ค่ะ ที่นี้สิ่งที่เราต้องจำตลอดการใช้รถคือเลขที่เอมี่วงไว้ ซึ่งก็คือเลขทะเบียนรถเรานั่นเอง ที่นั่นจะเรียกว่า Registered no. ของเอมี่คือ GBL530 ค่ะ ไปจอดแคมป์ไซต์ไหน เค้าจะถามหมด ยกเว้นจอดแบบไม่เสียตังค์นะ Freedom campsite เนี่ยไม่ถาม นอกจากนี้เวลารถมีปัญหา เวลาโทรเข้า on road assistant เค้าก็จะถามเบอร์นี้ก่อนจะถามชื่อเราซะอีกนะคะ รถที่เราจองมาคือ Britz Outbounder ถ้าใครอ่านตอนก่อนหน้า จะทราบว่า เราเสปครถไว้ที่ เกียร์ออโต้เป็นหลัก ทางเลือกเราเลยไม่มาก นอกจาก Britz รุ่นนี้แล้วก็จะเป็น Jucy ซึ่งราคาแพงกว่าตกวันละพันกว่าบาท

2016-05-11-14.07.01.jpg.jpg

มาถึงตอนชำระเงิน ค่ารถที่เราชำระล่วงหน้ามาเรียบร้อยค่า วันนี้เรามาจ่ายเพิ่มค่า Queenstown Location Fee อิก 195 NZD เพราะเรารับรถที่ Auckland คืนรถที่ Queenstown เลยมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ที่ต้องมาชำระเพิ่มที่นี่ และอีกรายการที่เราแจ้งขอชำระเพิ่มคือ Express Return Pack อิก 250 NZD ตัวแพคที่เพิ่มมานี้จะทำให้เราไม่ต้องเสียค่า Diesel charge ซึ่งปกติจะชาร์ตตามระยะทางที่วิ่ง ซึ่งสำหรับคนที่วิ่งเกิน 3000 กม ตัวนี้คุ้มค่ะ เพราะเราจะไม่ต้องเติมน้ำมันเต็มถังก่อนคืน ไม่ต้องเติมแก๊ส และไม่ต้องเท dump ก่อนคืนรถ รอบนี้เราวิ่งไป 3400 กม ค่ะ เรียกว่าตอนคืนรถนี่เอากุญแจคืนก็จบแล้ว ไม่ต้องรอเค้าตรวจอะไรเลย

ได่รับรถเรียบร้อย ก็เข้าไปสำรวจกันหน่อย เจ้าหน้าที่ลืมให้ Booster มาสองตัว ต้องเดินกลับไปเอามาอีก รอบนี้เอมี่ได้รถ พร้อม Wifi ในรถ 1GB ,Picnic chair + Table, Movable heater และที่เซอร์ไพรซ์กว่านั้นคือ รถมี Gas heater, TV, CD มาให้เพิ่ม จากเดิมใน spec ไม่มี เรียกว่าโอเคกันสเปคนะคะ แต่รถดูจากภายนอก ค่อนข้างเก่าค่ะ ไม่ใหม่กิ๊งได้ใจแบบที่หลายๆ คนได้กัน เอานะ เท่าที่ดูสะอาด กว้างดี เด็กๆ ชอบก็พอค่ะ

ลองขับ ลองนั่งกันแล้ว ดี๊ด๊า น่าดู คนจองก็ดีใจอ้ะ

เอาหละค่ะ ที่นี่มาดูด้านในกันหน่อยก่อนออกเดินทางไปต่อนะคะ กระซิบนิดว่าวันนี้เราไปแบบกระดึ๊บทัวร์ เพื่อปรับโหมดให้ทั้งปะป๊าคนขับ ที่หลังจากนี้จะครอบครองตำแหน่งยาวไปอีก 13 วัน และ ปรับเวลาให้เด็กน้อย และแม่ เราเลยมีเป้าหมายที่ Waitomo ที่เดียวค่ะ

รูปนี้มองจากหน้ารถไปหลังรถนะคะ เป็นโซฟานั่งทานข้าว ที่ปรับเป็นที่นอนตอนกลางคืนค่ะ รูปถัดเป็นเราถ่ายกลับจากทางโซฟา ก็จะเห็นครัว มีเตาไฟฟ้า 4 หัว เตาอบแบบแก๊สด้านล่าง ตู้ใส่อุปกรณ์ครัว จาน ชาม ช้อน ส้อม มีด หม้อ เรียกว่าครบ แก้วไวน์ แก้วกาแฟ แก้วน้ำ เครื่องกรองน้ำ เรียกว่า อยู่ยาวกันเรย ส่วนบันไดที่เห็นนี่คือที่นอนกว้างใต้หลังคา  เราสลับกันนอนครบทุกตำแหน่ง ส่วนตัวชอบใต้หลังคาค่ะ กว้าง ไม่หนาวด้วย ชอบๆ

มุมต่อมามองเอียงมาทางขวา จะมีตู้เย็น ทีวี ดีวีดี ถ้าเอามานี่เสียดูที่ทีวีสบ๊ายยย แต่เอามามั้ย…ม่ายยย และก็มีไมโครเวฟ วิทยุ ช่องใส่ของ ส่วนกระจกที่เอมี่ถ่ายมาให้เห็นคือ ประตูห้องน้ำ กระจกอันนี้ดีมาก ถ่ายแล้วผอม แทบอยากจะยกกลับบ้านอ้ะ เพรียวเกิ้นนน

ห้องน้ำมาแล้ว ขนาดพอดีตัว ด้านซ้ายเป็นชักโครก ด้านขวาเป็นฝักบัว และอ่างล้างหน้าค่ะ ประมาณห้องน้ำในเครื่องบินนะคะ ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป

ปุ่มทั้งหลาย อ่านง่าย มีภาษาอังกฤษกำกับตลอด

ถังแก๊ส ตู้เย็นจุได้สัก 2-3 วัน ที่ปิ้งขนมปัง กาต้มน้ำ

เอาหละค่ะ ดูภายในรถกันเรียบร้อย วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเยือน ถ้ำหนอนเรืองแสงงงงงงงงง (โปรดทำเสียงสะท้อน) เนื่องจากจะเข้าถ้ำ และได้ดูรายการเยี่ยมชมถ้ำนี้กันไว้เรียบร้อย ทุกคนมุ่งมั่นในการไปดูมาก แต่ก่อนจะไป เราก็ต้องหาซื้อเสบียงก่อน เราเลยแวะซูเปอร์ และไปเดินตลาดในเมืองหาเสบียงกรังกันก่อน เราได้ Chick & Chip แสนอร่อยมาทานกันบนรถ และก็ผัก ผลไม้มาประมาณนึง

ผัก ผลไม้ หอย เนื่อสัตว์ทุกอย่างไซส์ดับเบิ้ลจากบ้านเรา แต่ราคาไม่ต่างกันบ้านเรา ถ้าเทียบต่อหน่วยนะ โอว แม่เจ้า ช่างอุดม…

วันนี้เราจะเข้า Campsite วันแรก Camp นี่เราจองล่วงหน้ามาจากประเทศไทย เราเลยไม่ต้องกังวล ขับมาปุ๊บ แวะแจ้งรีเซฟชั่นปั๊บ ก็ได้ที่จอดปึ๊บบบบ Campsite แรกของเราคือ Waitomo top 10 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Waitomo reservation หรือ I site นี่หละค่ะ มาถึงเราเข้าที่จอด เด็กๆสองคนวิ่งต์๋อมาที่สนามเด็กเล่นก่อนเลย ชีวิตช่างสุขสันต์

ระหว่างทางขับไป วันนี้เราจัดเบาะๆ ให้พลขับของเราเพียงแค่ 181 km เท่านั้น ระยะเวลาตาม Google 2.19 ชม แต่เอาจริงๆนี่ 3 ชม นิดๆนะคะเนี่ย11.jpg

เดินทางไปถึงจอดรถเรียบร้อย ส่งเด็กไปปลดปล่อยพลังวัตรในร่างที่สนามเด็กเล่น ส่วนเราก็ไปปล่อยพลังลมในห้องน้ำ 5555 ไปแอบถ่ายรูปมาด้วยนะ จริงๆ ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และครัวที่แคมป์ไซต์ที่จะไม่ต่างกันค่ะ แต่ห้องอาบน้ำ เครือ Top10 จะให้น้ำอุ่นแค่ 10 นาที ถ้าเครื่อง Top20 คงได้ 20 นาที แต่….ไม่มีนะเครือ Top 20 หนะ ล้อเล่น ฮาาาา

ตรงนี้ของลูก…

 

ฝั่งนี้ของแม่

ปลดปล่อยพลังกันเรียบร้อย เราก็เดินไปถามรีเซฟชั่นที่แคมป์ว่า ไป Waitomo ยังไง นางตอบว่าขับรถไปค่า… 5 นาที เราก็อ้ะ ขับก็ขับ ว่าแต่ตอนขับมาเห็นแวบๆ ว่ามันใกล้นี่นา..แต่เราต้องเชื่อเจ้าที่ เอ๊ยยย เจ้าถิ่นสิ ว่าแล้วก็ถอยรถยาวเกือบ 7 ม.ออกค่า พึ่งขับวันแรกก็ให้ป๊าจัดทั้งถอยหน้า ถอยหลังกันเลย ขับออกมา เปิด GPS วนไปวนมา เฮ้ยยยย ที่ซื้อตั๋วอ้ะ อยู่ตรงข้ามที่พัก แล้วพอซื้อตั๋วแล้ว ก็เดินไปจากตรงนั้น…ค่ะ ซึ้ง

อ้อ ข้อดีของการแจ้งขับรถเพิ่มสองคน ที่ Waitomo เค้าให้คนขับเข้าฟรี บ้านเราเลยเข้าฟรีทั้งคู่เลย แต่เด็กเสียเงิน ถูกลงไปพอควรเลย อิอิ เราขับรถจากที่ซื้อตั๋วไปอิกนิด…ย้ำนิดเดียวจริง ไปถึงก็เป็นรอบสุดท้าของวันพอดี คนไม่มากในตอนแรก…พอใกล้เวลา ไม่รู้มาจากไหนกันพรึบ…ทัวร์จีนกรุ๊ปก็มี แต่ดีที่เค้าแยกไป ไม่รวมกับทัวร์สัญจรแบบเรา ระหว่างทางเดินเข้าไปจะต้องผ่านกินงอก หินย้อย และจะมีเจ้าหน้าที่อธิบายตลอดทาง และเวลาที่จะเรียกให้ทุกคนเข้ามาฟัง คำขึ้นต้นจะเป็นคำว่า Folks ทุกครั่ง เป้นภาษาถิ่นของเมารีนะ เค้าเล่าเรื่องคนที่ค้นพบถ้ำ เป็นคนขาว กะชาวเผ่าเมารี ร่วมกันเจอ Wai Tomo แปลว่า ถ้ำน้ำ ก็คือถ้าที่เข้าไปมีน้ำนี่หละ ระยะทางเดิน+นั่งเรือดูถ้ำไม่นาน ประมาณ 60 นาทีเท่านั้น ระหว่างทางก็แวะอธิบายประวัติหินงอก หินย้อย เป็นช่วงๆ ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ แต่ตอนลงเรือนี่สิ ต้องเงียบ ต้องมืด ต้องมีมารยาท….

แต่ที่เราเจอ เป็นหนุ่มสาวชาวจีน นั่งข้างพี่น้อง เค้าชื่นชมหนอนเรืองแสงด้วยเสียง โอ้วววว บัตเตอร์ฟลาย โอวววว บิวตี้ฟูล คือบับบบบ…เมิงมาจีบกันในถ้ำมืดๆ แถมแอบถ่ายรูป เปิดจอกล้องด้วยเนี่ยนะ(ขออนุญาติบรรยายแบบจิตใต้สำนึกเล็กน้อย)พี่น้องหันไปบอกให้เค้าหยุดพูดได้แล้ว มันก็ยังหันไปคุยกันว่า “ยูว เค้าบอกให้เราชัทอัพหละ” แหม๊…น่าถีบตกเรือมากกก

สักพัก…แกร๊ก แกร๊ก แกร๊กกก ด้านหลังเอมี่ เด็กคงเบื่อหนะ เกาเรือเล่น เฮ้ยยยย มันใช่มั้ยย!!

จบทริปล่องเรือ ด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่ก็คิดขึ้นมาได้ เออ ลูกเราโอเคอ้ะ ไม่ทำเสียงประหลาด ไม่โอ้ววว ว้าวว แบบคนอื่น เฮ้อ มารยาทนี่มันต้องเรียนแต่เล็กจริงๆ ว่าแล้วเราก็เข้าใจ…ว่าไอ้พวกที่ทำเสียง ทำแสงนี่คงไม่ได้มีใครคอยดูแล และอบรม ว่าแล้วเราก็มาเดินป่าเรียกน้ำย่อยต่ออิกนิด เพื่อที่จะได้รู้ว่า ทางเดินไปสิ้นสุดที่แค๊ปไซต์เรา อ๊ากซ์….ต้องเดินกลับมาขับรถกลับอิก ซึ้งยกกำลังแปด!!

กลับจ้ากลับ…มาเสียบปลั้กรถ เข้านอน ทำอาหารกันดีกว่า กลับมาซะค่ำเลย เสียบปลั๊กกันนิด….อะไรนะ ไฟไม่เข้า สามีบอก ภรรยาวิ่งจ้า วิ่งไปหารีเซฟชั่น เค้าบอกเปลี่ยนที่จอดเรยจ้า ก็เปลี่ยนจ้า ไฟเข้ามั้ยยยย ไม่จ้า พยายามจนเหนื่อย เราเลยสรุปว่ารถเสียแน่ๆ คืนนั้นเอมี่เลยได้ใช้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องแบตรถ ไฟรถ ทางโทรศัพท์กับ On road assistant เป็นครั้งแรก คุยกันจนเข้าใจ ทางนั้นรับเรื่องบอกว่า พรุ่งนี้จะส่งช่างไปดูให้ โอเคจบกรีดร้องดีใจ….
ก่อนจะวางหู ทางนั้นแจ้งมาว่า พรุ่งนี้รบกวนโทรแจ้งเรื่องกับช่างที่เบอร์นี้อีกครั้งตอนแปดโมงครึ่ง อ้าวววว!!ที่คุยกันมาตั้งนาน ยังไม่จบหรา กว่าชั้นจะอธิบายจนเข้าใจ พรุ่งนี้ยังจะนัดให้โทรไปเล่าอีกรอบเนี่ยนะ โอ้ววว โนววว

ขอจบวันด้วยอาหารเย็นฝีมือสามีที่รัก พร้อมรอยยิม้จากเด็กน้อยที่เฝ้าฝันถึงกันนอนใต้หลังคารถ ชีวิตช่างดีงาม อุปสรรคแค่ไหน ไม่มีไฟ ก็ไม่ท้อ บอกเรย บ้านนี้สู้เฟร้ยยยย

เสต๊กแกะ และ เด็กน้อยที่ชอบเกาะแกะกันทั้งทริป

 

Day1 NZ trip (Airplane mode)

มาแล้วจ้า มาร่วมระลึกทริปนิวซีแลนด์กันต่อ หลังจากที่รู้ขั้นตอนการเตรียมตัว การจัดกระเป๋า การเข้าประเทศเรียบร้อย วันแรกของบ้านเรา เราขอเรียกว่า Airplane mode ค่ะ เพราะอะไร…หลายคนรู้แล้วเนอะ
ก็แหมเล่นบินแวะ บินแวะ ไปสองประเทศก่อนถึงนิวซีแลนด์ ฮาาาาา…

จะว่าไปการบินขึ้นบินลงไม่ใช่ปัญหาของเราค่ะ เพราะการได้เดินลงมายืดเส้นยืดสาย ไม่บินยาวนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปรารถนาของเด็กๆ ที่เครื่องบินไม่มีทีวีหลังเบาะ เผื่อใครยังไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้านี้ บ้านเราเดินทางด้วยแอร์เอเชียค่ะ ไฟล์ทจะต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ และด้วยความที่ไม่ได้จอง Fly Thru(เพราะราคาจะแพงขึ้นเกือบคนละ 5000 บาท) เลยต้องเผื่อเวลารับกระเป๋าและโหลดกระเป๋าขึ้นใหม่ที่กัวลาลัมเปอร์ ข้อดีของไฟล์ทนี้ของเราคือ เราสามารถทานอาหารเย็นที่แอร์พอร์ตได้ก่อนขึ้นเครื่อง และได้เดินเล่นระหว่างรอเช็คอินรอบที่สอง เพราะเราต้องผ่าน ตม ออกมาด้วย ใครไปไฟล์ทแบบนี้ ถ้ากะจะแวะทานอาหารก็เผื่อเวลาเยอะนิดนึงนะคะ บ้านเราเผื่อไว้สามชั่วโมงครึ่ง แต่แอร์เอเชียเค้าใจดีเลื่อนไฟล์ทออกไปให้อิก 2 ชั่วโมงโดยไม่ต้องขอ ฮือฮือ จะแถมทำมั้ยยยย!!

เราจองรถมารับที่คอนโดตั้งแต่คืนก่อนไปไว้เรียบร้อยด้วย Grab เพราะเราต้องใช้ Taxi 7 seater มารับ เนื่องจากกระเป๋าใบใหญ่ ก็เสียค่าเรียกรถเพิ่มอิก 150 บาท การเดินทางเป็นไปด้วยความราบรื่น รถที่มารับเป็น Innova ใหม่กิ๊ก พลาสติกไม่แกะ นั่งสบายๆกันทั้งบ้าน เราเผื่อเวลาไว้ชั่วโมงนึงก็ถึงดอนเมืองเรียบร้อย เด็กๆก็แชะก่อนออกจากสนามบินเช่นเดิม

รอบนี้ระหว่างนั่งรอ มีเขียนปันทึกก่อนออกเดินทางด้วย ดูเป็นเด็กโตขึ้นอีกเสตป

เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึง เราก็ปรับเวลา +1ชั่วโมงให้เป็นเวลามาเลเซีย ไม่งั้นได้มีตกเครื่องแน่ๆ แต่จะว่าไปไฟล์ทเลื่อนจาก 3 ทุ่มครึ่ง เป็น 5 ทุ่มครึ่งนี่ก็ดีนะคะ ทำอะไรไม่ต้องรีบมาก เพราะถ้าเจอ ตม ช้าๆ นี่ก็แอบเครียดเหมือนกัน

ถึงปุ๊บ เราก็ไม่ได้เดินไปไหนไกลค่ะ เราก็ทานข้าวกันที่ห้างที่แอร์พอร์ตนี่หละ เรียกว่าเจอร้านไหนใกล้ก็ทานเลย ยิ่งเป็นร้านคุ้นเคยยิ่งต้องจัด วันนี้เราเลยทานร้าน Old town coffee house เราก็เลยได้จานนี้มาทานกันสี่คน ชามที่เป็นบะหมี่น้ำแกงเข้มข้นนี่ถึงกับเบิ้ล เพราะพี่ปันทานคนเดียวหมดชามเลย เรียกว่า อิ่มอร่อย แซบลืมมมม ส่วนบะหมี่แห้งเป็นของคุณสามี เห็นว่าไม่ปลื้ม ส่วนคุณนายน้อย กินข้าวมันไก่ บอกว่าอร่อยมาก ผักยังหมด

แวะทานกันเรียบร้อยก็เดินเข้าไปเช็คอิน และเข้าไปในแอร์พอร์ตกันต่อ เพราะกว่าจะทานเสร็จ เดินเที่ยวสักพักก็สองทุ่มนิดๆแล้ว จะว่าไปเวลาที่เพิ่มมาก็ทำให้ได้เห้นอะไรมากขึ้น หลังจากนี้จะเป็นไฟล์ทยาว 8 ชั่วโมง ก่อนไปแวะที่ Goldcoast, Australia สักชั่วโมงครึ่ง ตอนแรกคิดว่าไ่ม่ต้องเดินลง ที่ไหนได้ ให้ลงมายืดเส้นกันต่อช่วงเช้า จะว่าไปก็ดีนะคะ ได้ลงมายืดเส้นยืดสายก่อนไปลุย Auckland เรียกว่ามีปลุกกันเป็นระยะๆ

img1459864391958.jpg

พกหนังสือไปอ่าน 6 เล่ม เรียกว่าคุ้ม ไม่มีช่วงเบื่อเลย

และแล้วเราก็มาถึงนิวซีแลนด์ กรี๊ดกร๊าดดดดด อยากบอกว่าทุกคนสดมาก ไม่มีใครง่วงเลย เพราะจริงๆ เวลาที่มาถึงเป็นเวลา 11 โมงนิดๆที่ไทย แต่ที่นี่คือบ่ายสาม กว่าจะเอากระเป๋า ซื้อซิม เตรียมเสื้อหนาวก็เกือบห้าโมง เราจองโรงแรมไว้ใกล้แอร์พอร์ตเลย เดินประมาณ 900 ม. ซึ่งเด็กๆที่นอนเต็มอิ่มมาบนเครื่องยังคงทรงพลัง โดยเฉพาะเอมิ ที่บนเครื่องที่นั่งข้างๆ ว่าง เลยได้นอนยาวประหนึ่ง Business class สบายจนน่าหมั่นไส้…
ปล. เราได้ที่นั่งแบบไม่ติดกัน ห่างกันไปเกือบ 10 ที่ ปันนั่งกับพี่น้อง เอมี่นั่งกับเอมิ เรียกว่าต่างคนต่างอยู่มากๆ

เอมี่แวะซื้อซิมของ Spark ตรงนี้นี่เดินออกมาก็เจอเลย ใกล้ๆ กับ I-site เลยค่ะ เดินเลยไปจิ๊ดเดียวก็ได้เสียเงิน และได้เบอร์โทรมาในเบอร์ แนะนำว่าให้ซื้อแบบมีโทรฟรีไว้ด้วยนะคะ เพราะถ้าใช้รถบ้าน ควรมีมากๆค่ะ

Sim ที่เอมี่ซื้อราคา 49NZD ใช้ได้ 3gb ในหนึ่งเดือน โทรกลับไทยฟรี 100 นาที โทรกับ Text ในประเทศก็ฟรีน่าจะ 200 นาที คือดีงามนะ เนตวิ่งปรู้ดปร๊าดดดด แต่ตอนไม่มีสัญญาณก็เงียบสนิทเรย 555

เติมเงินง่าย มีเมสเสจส่งเข้าตลอดนะคะ เช็คสถานะว่าใช้ไปเท่าไหร่ก็ง่าย เรียกว่าง่ายได้ใจ ตอนซื้อก็ง่าย คนขายชี้ตัวดีที่สุดมาให้เลย สำหรับเอมี่ดีกว่า Pocket wifi มากอ้ะ สรุปจนครบ 17 วันนี่ใช้ไม่หมดนะ ขนาดลงรูป และคลิปรัวอยู่เหมือนกัน แนะนำจ้ะ

อ้ะได้ซิมแระ ออกเดิน(ทาง)ต่อได้  ป๊าพาเดินค่ะ แค่ออกมาก็เจอป้ายโรงแรมแล้ว เราก็เดินตามป้ายไปเลย ระหว่างนั้นก็เปิด Google map เทสสัญญาณพาเดินไปด้วยเลย ไฟล์ทนี้นอกจากราคาดีแล้ว ยังได้สุขภาพดีด้วยนะคะ เดินกันตั้งแต่วันแรกเลย อากาศตอนนั้นประมาณ 17-18 องศา ไม่มีใครสนใจเสื้อหนาวที่เตรียมไว้เลย

ถึงที่พักแล้ว แต่เหมือนเราจะมีปัญหาตอน checkin เล็กน้อย ทางโรงแรมแอบคุยกันว่าไม่มีบุคกิ้ง แล้วก็เหลือบมามองหน้าเรา พอเราทำไม่รู้ไม่ชี้ ก็รีบเช็คกันต่อ เรียก manager มาหาห้องให้กันใหญ่ สุดท้ายยังไงไม่รู้ก็ได้ห้องพักนะ แหมมมมม ทำเอาตกใจกันตั้งแต่วันแรกเลยนะจ้ะนิวซีแลนด์

ไม่แน่ใจว่าเพราะเอมี่จองผ่าน Accor หรือเปล่านะคะ เลยวุ่นวายกันแบบนี้ เพราะเค้าตัดบัตรเราล่วงหน้าไปแล้วด้วย แต่บุคกิ้งหลุดซะงั้น แต่สุดท้ายเราก็ได้ห้องปกตินะ ไม่ได้รอนานอะไร ราคาห้อง Family ที่เราจองผ่าน accor นี่ดีกว่าห้องธรรมดาที่เราจองตอนแรกกัน booking.com แถมยังได้เงินคืนอีก 2% ถ้าเป็นสมาชิก ebates.com อีกด้วย เราเลยจองดู แล้วก็ได้ตื่นเต้นเล็กน้อยพอให้เลือดสูบฉีดให้หายหนาวไปได้นิดนึง

1459929349284.jpg

ถึงห้องพักแล้วสุขใจมากมาย แย่งนอนเตียงบนกันใหญ่ ส่วนป๊ากับแม่สบายค่ะ
มีคิงส์ไซส์นอนกว้างๆ ไม่ต้องเบียดเด็กๆ

หลังจากชื่นชมห้องพักจนเริ่มมืด ก็เริ่มสำรวจรอบๆโรงแรมกันค่ะ แถวโรงแรมมี The warehouse ซึ่งเราไม่ได้เข้า เสียดายสุดๆ และก็แมคโดนัลด์ ร้านเบอร์เกอร์ ร้าน KFC ถ้าจำไม่ผิด เราเลยไปเข้า Countdown supermarket และเป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้เจอมุม Free fruit for kids เค้าจะมีไว้บริการให้เด็กหยิบทานคนละชิ้น ระหว่างที่รอพ่อกะแม่ช๊อปปิ้ง ไอเดียดีมากๆ เด็กๆ ได้ทานผลไม้เกือบทุกครั้งที่ช๊อปที่นี่เลยค่ะ

1459931120317.jpg

เดินกันจนค่ำมืด สรุปกันว่าไม่เข้าไปทานที่ร้าน แต่จะกลับห้องพัก เลยได้ไก่ย่างร้อนๆ มาตัวนึง และก็ผลไม้ เยลลี่ คุ๊กกี้ มาทานกันแทน อิ่มอร่อย แล้วก็รีบทานรีบนอน พรุ่งนี้จะต้่องไปเอารถบ้านที่รอคอยกันแล้ววววว

เข้านอนกันตอนสามทุ่มเวลาที่นิวซีแลนด์เรียบร้อย แต่ประมาณเที่ยงคืนโดยไม่มีการนัดหมาย ตื่นค่ะ…ตื่นกันหมดทุกคน เพราะหิว ฮ่าฮ่าฮ่า ก็นะ อยู่ดีดีจะมาก skip มื้ออาหารได้ไง ก็เลยต้องเอาบราวนี่ นม และอาหารเช้าที่เตรียมไว้วันรุ่งขึ้นมาทานกันให้อิ่มท้อง กว่าจะได้นอนอีกรอบบบบบ…ไม่อยากจะคิดถึงตอนตื่นกันเลย อ้อ เวลาที่นี่ช้ากว่าที่ประเทศไทย 5 ชั่วโมงค่ะ และนี่หละสาเหตุที่เราหิวครบทุกคน

20160407_005332.jpg

เจอกันในตอนต่อไป วันที่สองในนิวซีแลนด์ เร็วๆนี้นะคะ เราจะไปรับรถบ้านกันแล้วววววว

ซูเปอร์จิ๋วพาเที่ยว…ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 30 เมษา เราได้รับเลือกจากซูเปอร์จิ๋วให้ไปร่วมกิจกรรมที่ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายกมาค่ะ ตอนแรกที่เราสมัครเข้าไป เราก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ แต่ด้วยความที่อยากให้ปันกับมิได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มเติมในช่วงปิดเทอม แม่อย่างเราไม่รอช้า…ส่งใบสมัครกันทันที เรียกว่าส่งก่อนปิดรับสมัครกันแค่สองวัน เพราะช่วงที่ผ่านเรามัวแต่วุ่นวายกับทริปนิวซีแลนด์ โชคดีมากที่กลับมาทันรับสมัครพอดี และโชคดีมากขึ้นที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งครอบครัวที่ได้ร่วมกิจกรรม

13043519_874315562677537_3602392630077486560_n

เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพราะมีนัดกันที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติเวลา 10.30 น. ดูแล้วเวลาน่าจะเหลือๆเนอะ แต่เอาจริงๆ ไม่เหลือ รถติดยาวแถวปทุมธานีเพราะมีทำถนน เราไปถึงก็เกือบ 11 โมงแล้ว ไปถึงปุ๊บ แวบแรกที่เราเห็นคือซุ้มทางเข้าที่พอเดินเข้าไปก็มีป้ายชื่อต้นไม้ และ สรรพคุณของแต่ละต้นอย่างละเอียด เรียกว่าเพลินอ่านกันทีเดียว

เราเดินต่อเข้าไป พบกับบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยปลา ไม่ว่าจะเป็นปลานิล ปลาดุก และปลาอีกหลากหลายชนิด ที่มีป้ายและรูปแนะนำตัวให้เราได้อ่านกันจะได้พอรู้ว่า ปลาตัวไหนเป็นพันธ์อะไร เข้าทางมากๆ พี่ปันนี่เข้าไปยืนอ่านสักพัก ก็ขอลงไปให้อาหารปลาช่วงที่รอวิทยากรเตรียมของสำหรับทำกิจกรรม

บริเวณที่ทำกิจกรรมอยู่ข้างๆบ่อปลา เป็นพื้นที่กว้างปูเสื้อนั่งรับลมสบายๆระหว่างทำกิจกรรม หลังจากเด็กๆให้อาหารปลากันเรียบร้อย เราก็มานั่งล้อมวงกันฟังพี่อ้อ วิทยากรของเราอธิบายว่าวันนี้เราจะเริ่มกิจกรรมที่อะไร และ จบที่อะไร กิจกรรมวันนี้ที่เด็กๆจะได้ทำคือ ทำสบู่กลีเซอรีนใส แชมพูสมุนไพร และ บาล์มทากันยุง ปันปัน กับเอมิตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยทำมาก่อน และรอบนี้จะได้ลงมือทำกันเอง เพราะซูเปอร์จิ๋วจัดมาแบบไพรเวททริปให้ เด็กๆ เลยลงมือทำ และซักถามกันได้เต็มที่ เรียกว่ากลับมาบ้านนี่ทำสบู่ แชมพูกันสบายเลยงานนี้

เริ่มจากกวนเกล็ดกลีเซอรีนใส ให้ละลายเป้นน้ำก่อน แล้วจึงค่อยมาผสมน้ำผลไม้ น้ำผึ้ง กลิ่นน้ำหอมที่ชอบ และคนให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์และทิ้งไว้ให้แข็ง คือง่าย และธรรมชาติ มั่นใจได้ถึงความสะอาด เพราะไม่มีสารอะไรแปลกปลอมเลย สบู่แบบนี้เค้าขายกันตามงานก็เกือบร้อยนะคะ ทำเองได้นี่สบายอ้ะ ของเราวันนี้ทำสบู่แครอทผสมน้ำผึัง

20160430_113552.jpg

จบจากฐานกิจกรรมสบู่ แชมพู และบาล์มกันยุง เราก็เดินออกไปพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ระหว่างทางเดินมีป้ายเล่าเรื่องจากของจริง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไส้เดือน การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำคลองไส้ไก่ ฝายกั้นชะลอน้ำ ทุกๆเรื่องรางในการเดินเยี่ยมชมน่าสนใจตลอดเส้นทาง ที่นี่จะแบ่งเส้นทางเป็นภาค ภาคเหนือ ใต้ กลาง ทุกเส้นทางจะมีรายละเอียดต้นไม้ พืชสมุนไพร และโครงการพระราชดำริต่างๆที่ในหลวงทรงพระราชทาน

ระหว่างทางเดิน อากาศสบายไม่ร้อนอบอ้าว เพราะรอบๆเป็นบ่อน้ำ และต้นไม้สูง ซึ่งทางศูนย์เริ่มปลูกมา 10 ปี จากพื้นที่โล่งๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เพียงแค่ 10 ปี เราสามารถสร้างป่าทดแทนได้เขียวชอุ่มจริงๆ

ระหว่างทางเดินพี่อ้อ วิทยากรของเราอธิบายถึงต้นไม้ และโครงการต่างๆ ได้อย่างละเอียดมากๆ ทั้งเอมี่ทั้งพี่น้อง ได้ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ และการสะสมน้ำในบริเวณสำหรับไปต่อยอดที่บ้านสวนเราได้เยอะ ไม่น่าเชื่อ กิจกรรมของลูกกลับทำให้เราเองได้ประโยชน์มากกว่าการไปนั่งอ่านตำรา หาข้อมูลในกูเกิล ปันปันสนใจการเลี้ยงไส้เดือนมาก พยายามคุ้ยหา และขอข้อมูล รวมไปถึงขอไส้เดือนไปเลี้ยง

การเดินทางชมศูนย์สร้างแรงบันดาลใจหลายอย่างให้บ้านเรามากทีเดียว หลังจากเดินชมต้นไม้มาสักพัก ลมเริ่มกรรโชกแรง พี่อ้อบอกว่าฝนน่าจะมาแน่ เราคงต้องเร่งมือทำกิจกรรมต่อเลย เด็กๆที่รอจะทำบ้านดินอยู่เลยรีบเดินไปที่ฐานบ้านดิน ในตอนแรกเด็กๆคิดว่าจะได้ปั้น ทำบ้านดินกันจริงจัง แต่ว่ากิจกรรมที่ปันกับเอมิจะได้ทำในวันนี้ คือการผสมดิน เด็กๆจะต้องลงไปย่ำดินหมักผสมแกลบให้เข้ากัน เพื่อเป็นการเตรียมดินในการนำไปทำอิฐ จะว่าไปแค่นี้ก็สนุกมากๆสำหรับปันกับเอมิ

หลังจากย่ำจนดินเข้ากันกำลังดี ลมก็เริ่มแรงขึ้น และมีละอองฝนเบาๆ ประกอบกันวันนั้นทางศูนย์ต้องมีการโค่นต้นไม้สูงลง เนื่องจากรอบก่อนที่พายุเข้า ต้นไม้สูงล้มลงมาทำความเสียหายให้กับทางศูนย์พอสมควร วันที่เราไปก็เลยมีการประเมินต้นไม้ว่าต้นใดจะอันตราย และทำการโค่นเอาไม้มาแปรรูปและใช้ประโยชน์ต่อ ผ่านจากการย่ำดินเตรียมงานไว้ทำบ้านดินแล้ว เราก็เดินต่อไปชมพิพิธภัณฑ์ด้านในซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของศูนย์ มีผังของที่ดิน เรื่องราวของคนไทย กับการอนุรักษ์พื้นที่ พิพิธภัณฑ์ด้านบนมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่จะอยู่ด้านนอกมากกว่า

จบครบกิจกรรมด้วยความรู้เต็มอิ่ม ความสนุกไม่ต้องพูดถึง เรียกว่า สาระบันเทิงขนานแท้ ทางซูเปอร์จิ๋วก็พาครอบครัวเราไปทานอาหาร เรียกว่า ทริปนี้ดูแลเยี่ยมมาก ขอบคุณน้องเปิ้ล และทีมงานมากๆนะคะ หลังจา่กทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อย เราก็เดินทางไปต่อที่น้ำตกนางรอง ปันกับเอมิอยากเล่นน้ำตกมาก และเอมี่ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนเรียบร้อย แต่พอเราไปถึง….น้ำแห้งมาก เรียกว่าลงไปเดินกลางน้ำตกแบบแห้งๆเลยทีเดียว พอถามคุณป้าที่ขายผลไม้ ป้าบอกตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งเห็นรอบนี้หละที่ไม่มีน้ำเลย ตอนนี้น้ำตกไหนๆก็ไม่มีน้ำ ให้ไปเล่นหน้าเขื่อนที่เค้าปล่อยน้ำมาให้ดีกว่า แล้งมากๆปีนี้

ฟังแล้วก็ใจหายนะ พ่อกับแม่เคยพาเอมี่มาที่นี่หละ เลยเล่าให้ปันกับเอมิฟังว่าคุณตาคุณยายมาเล่นน้ำที่นี่ เด็กเลยอยากมาบ้าง แค่สิบกว่าปีเองที่เอมี่ไม่ได้มา น้ำระเหยเร็วเนอะว่ามั้ย…

พลาดหวังจากน้ำตกนางรอง พี่น้องเลยขับพาเด็กไปเขื่อนขุนด่าน ไปเดินดูน้ำในเชื่อน ดูสันเชื่อน และก็ได้โอกาสอธิบายเรื่องเขื่อน อย่างน้อยเด็กๆก็จะได้รู้ว่าความสำคัญของน้ำมีมากแค่ไหน และความสวยงามของธรรมชาติเวลาที่มีน้ำกับไม่มีน้ำต่างกันอย่างไร แหม…นึกถึง Huka falls ที่นิวซีแลนด์เลย นั่นก็น้ำเย้อออมาก แบ่งมาให้เราบ้างแค่สิบ%ก็ยังดี แต่ก็นะประเทศเค้าต้นไม้ใหญ่มาก ประเทศเราต้นไม้เหลือแต่เล็กๆ ตัดแต่ลืมปลูกเติม มันก็เลยเป้นแบบนี้

ทริปนี้นอกจากความสนุกในการเยี่ยมชม และทำกิจกรรมที่ศุนย์แล้ว เด็กๆยังได้พบความจริงในโลกว่า น้ำตกก็อาจไม่มีน้ำได้ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนจริงๆ

ทริปนี้ร่ำลากันไปด้วยภาพน้ำใสๆ ที่ปล่อยมาหน้าเขื่อน เพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นกันค่ะ น้ำใส ไหลเย็น แต่เป็นน้ำที่เกิดจากเขื่อนเก็บน้ำ ไม่ใช่น้ำตกตามธรรมชาติตามที่ควรจะเป็น

 

Review กันหน่อย Kyle backpack from Cann

เพราะกระเป๋าไม่ใช่แค่ไว้ใส่ของ ไม่งั้นเราคงพกแค่ถุงพลาสติกก็พอ

อิอิ จั๋วหัวซะ…เมื่อต้นเดือนที่ไปเที่ยวมา 17 วัน และก็จัดกระเป๋าไปกับแอร์เอเชีย โดยมีลิมิตซื้อไว้ที่ 55 โล ไม่รวม hand carry ที่ทางสายการบินให้ไว้คนละ 7 โล ซึ่งแน่นอนว่าเราแทบจะไม่นับน้ำหนักที่จะให้เด็กๆแบก เพราะสุดท้ายก็เรานี่หละที่ต้องแบก ว่าแล้วเราก็ต้องหากระเป๋าที่จะต้องจุของได้ 7 โล และมีช่องใส่ของที่เพียบ และทนทานมากพอที่เราจะแบกติดตัวกันไปเดินป่าเป็นช่วงๆ แต่ก็ต้องไม่มีขนาดใหญ่ และเทอะทะเกินไปจนดูไม่น่าถือ

และแล้วเป้แคนวาสสีเขียวทหาร ด้านหน้ามีสายหนังเส้นสวยพร้อมอุปกรณ์เกี่ยวคุณภาพดีงาม แถมช่วงใส่ของจุใจก็มาอยู่ตรงหน้า…เปล่านะ ไม่ได้เสกมา แต่เด๋วค่อยบอกนะว่าได้มาจากที่ไหน ขอเม้าท์สรรพคุณก่อน ว่ามันดีขนาดไหน และ เวิร์คสำหรับคนที่ไม่เปลี่ยนกระเป๋าบ่อยยังไง

เป้ที่เราใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้มีสามใบ ใบแรกลายดอกไม้กิ๊บเก๋ของ Cath kidston ที่เอมี่สะพาย อิกใบคือ Kyle ของ Cann ที่สามีสุดที่รักเป็นคนนำไปใช้ และใบสุดท้ายคือ Kipling ของพี่ปัน จริงๆแล้วเราอยากจะยึด Kyle มาเป็นของเรามากอ้ะ เพราะช่องเยอะ และเก็บของตามหมวดหมู่ได้ง่ายสุดๆ แต่ถ้าจะให้คุณสามีมาถือเป้ลายดอกก็กระไรอยู่อ้ะนะ เลยต้องสะพายเป้ลายดอกไม้ประหนึ่งสาวน้อยผู้อ่อนหวาน

คนที่ใช้ Cath อยู่คงรู้ว่าเป้ด้านในไม่มีช่องแยกอะไรเลย คือโยนทุกสิ่งลงไปกอง เวลาจะหาก็ต้องใช้ระบบความหา หรือไม่ก็ควรมีกระเป๋าแยกหมวดเอาในนั้นอิกที แต่ในส่วนของกระเป๋า Kyle อ้ะ มีช่องแยกเพียบ มีซิป มีช่องเสียบปากกา มีช่องข้างๆ ไว้ใส่ขวดน้ำได้ คือแบบช่องค่อดเยอะเหอะ…

12794594_10209292040722885_7266469908365902202_n
กระเป๋าที่เราใช้เดินทาง 17 วันในนิวซีแลนด์ สำหรับผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 2 คน

เอาหละไหนๆ ก็อวยเป้ Kyle มาขนาดนี้ เลยมาเปิดให้ดูกันเลยว่า งานคนไทย ดีไซน์ไทย ทำในไทยแบบเนี๊ยบๆ ในราคาดี๊ดี มันมีอยู่นะ ไม่จำเป็นต้องไปจัดแบรนด์มาใช้ก็เก๋ได้

Kyle ทำจากผ้าแคนวาส 14 ออนส์ ช่องด้านในมี 4 ช่อง ด้านนอก 4 ช่อง ปิดด้วยซิปบนและตัวล๊อคอีกทีนึง
มีทั้งหูถือ และสายสะพายหลังปรับสั้นยาวได้ ใส่ Notebook 13 นิ้วก็ได้ เรียกว่า Multi function สีที่เอมี่ใช้คือ สี Olive จะออกเขียวทหารหน่อย เวลาเลอะจะได้ไม่เห็น 5555

ดูดิ มีช่องอย่างเยอะอ้ะ เรียกว่าเปิดไปทางไหนก็มีช่องแยก จัดของอย่างง่าย ด้านหลังยังมีช่องใส่ได้อีก

ในรูปเอมี่ถ่ายไม่สวยเท่าหน้าเพจเค้า https://www.facebook.com/cann.th/ ถ้าใครสนก็เข้าไปเลือกนะ มีหลายทรง และยังมีปักชื่อได้ด้วยอ้ะ นี่ก็พึ่งออเดอร์เพิ่มไปอีก รอบนี้ปัก Myamipann เลย กะว่าไม่แบ่งใครแระ…

12670765_10154210638193586_1532300901195320188_n

จริงๆ มีให้เลือก 7 สีนะ : Grey, Mustard, Olive, Teal, Navy, Black, Navy, Sand ราคา 1450 บาท ตอนนี้มีโปรส่งฟรีด้วยอ้ะ ลองติดต่อหน้าเพจเค้าโลด

สำหรับเอมี่ปกติไม่ใช้แบรนด์ เวลาเลือกจะเลือกจากฟังค์ชั่น และ ดีไซน์มากกว่า เราชอบเรียบๆ ไม่มีตราโลโก้ หรือโมโนแกรมใดๆ ถ้าใครชอบคล้ายเรา เอมี่ว่า Cann ตอบโจทย์ได้อยู่นะ